มีอดีตมีปัจจุบัน

มีอดีตมีปัจจุบัน

หลังจบฤดูกาลนี้ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ มันจะมีความเปลี่ยนแปลง 2 อย่างในวงการฟุตบอล

หนึ่ง คือความเปลี่ยนแปลงตามปกติ การซื้อตัว การย้ายทีม การแยกทาง

สอง คือความเปลี่ยนแปลงพิเศษที่เกิดขึ้นจากไวรัสเขย่าโลก โควิด-19

เราคาดเดาไม่ได้เลยว่าโควิด-19 จะเล่นงานโลกใบนี้ไปถึงเมื่อไหร่แล้วสถานการณ์จะเป็นอย่างไร จะมีความสูญเสียเท่าไหร่แล้วทุกอย่างจะกลับเข้ามาสู่วิถีชีวิตประจำวันเร็วช้าเพียงใด

สุดท้ายแล้วฟุตบอลก็คงจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติเหมือนวงการอื่นๆ แต่ก็คงผ่านความเสียหายมากมายพอสมควร

คล้ายๆ ว่าจะเป็นการสร้างเมืองขึ้นใหม่บนซากปรักหักพัง จะถึงขนาดนั้นเลยไหมอันนั้นได้แต่คาดเดากันอย่างเดียวซึ่งถ้าพิจารณาจากเทคโนโลยีต่างๆ ที่ก้าวล้ำทันสมัย มนุษย์โลกน่าจะเจอสูตรกำจัดเจ้าไวรัสตัวนี้ได้ในที่สุดและผ่านกระบวนการผลิตออกมาเป็นยารักษามันได้สำเร็จในที่สุด

แล้วสุดท้าย โควิด-19 ก็จะเป็นเพียงอดีตโรคร้ายที่เขย่าประสาทผู้คนทั้งโลก ไม่ได้มีพิษสงในวงกว้างต่อไปอีกด้วยโลกรู้วิธีควบคุมและกำจัดมัน

มันจึงจะกลายเป็นอดีต อาจเป็นเพียงอาการไข้เหมือนไข้หวัด เป็นอาการปวดเหมือนโรคกระเพาะ หรือเป็นโรคในแบบอีสุกอีใสเป็นได้ครั้งเดียวในชีวิตเนื่องจากร่างกายสร้างภูมิขึ้นมาคุ้มกัน

กับโลกกว้างนั่นเรื่องหนึ่ง กับวงการฟุตบอลก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อาจเป็นภาพคล้าย เป็นภาพเหมือนที่ถอดแบบมาเลย หรือเป็นอีกภาพหนึ่งที่ดูเผินๆ เหมือนไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันระหว่างโลกภายนอกกับโลกฟุตบอล

หากที่แน่ๆ มันคงอ่วมอรทัยเหมือนๆ กัน และคงต้องใช้เวลาไม่น้อยในการฟื้นฟู โดยเฉพาะเรื่องขวัญที่กระเจิดกระเจิงกันไปหมด

เราไม่ได้เจอกับอะไรแบบนี้มานานมาก ถ้ามองในแง่ดีมันก็ทำให้มนุษย์เราได้บทเรียนบทใหม่เพิ่มขึ้นอีกบทหนึ่งเหมือนที่เราเคยได้บทเรียนจากความสูญเสียมากมายในอดีตไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด สงคราม หรือสภาวะเศรษฐกิจ

นั่นเป็นเรื่องความเปลี่ยงแปลงพิเศษ ที่ต้องบอกว่าพิเศษจริงๆ เพราะมันไม่เคยมีมาก่อนเลยที่วงการลูกหนังทั่วโลกจะต้องตื่นกลัวกับแพร่ระบาดของมัน

ส่วนความเปลี่ยนแปลงตามปกติ ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ สิงหาคม ตุลาคม ธันวาคม หรือล้นไปถึงปีหน้าสองปีหน้า มันก็จะชวนให้แฟนบอลรู้สึกตื่นเต้นว่าทีมรักของแต่ละคนเดินเกมในตลาดนักเตะอย่างไร ซื้อนักเตะคนไหนมาเสริมทีม

กวาดตามองไปในแต่ละทีม เราก็พอมองเห็นว่าคนๆ นั้นหรือพวกเขาเหล่านั้นจะเป็นใคร

ถูกไม่ถูกไม่รู้ รู้แต่ว่ามีโอกาสถูกด้วยเรามองเห็นถึงทิศทางที่มันเป็นไปชัดเจนตลอดทั้งฤดูกาลสองฤดูกาลที่ผ่านมา

มิตชี่ บัตชูอายี่ ของเชลซี อันเดรียส เปเรยร่า ของแมนฯ ยูไนเต็ด กรานิต ชาคา ของอาร์เซน่อล เอริค ลาเมล่า ของสเปอร์ส ฯลฯ

เดยัน ลอฟเรน ของลิเวอร์พูลเป็นหนึ่งคนที่อยู่ในข่ายน่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในตลาดนักเตะด้วย

เรามองไม่ค่อยออกว่าฤดูกาลหน้าลอฟเรนจะยังอยู่ในทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ และเป็นตัวหลักเบียดเข้าไปยืนคู่กับ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ในตำแหน่งเซนเตอร์คู่

หลายฝ่ายคาดการณ์กันว่าปราการหลังโครแอตรายนี้จะกลายเป็นอดีตของลิเวอร์พูลแน่หลังจากรับใช้สโมสรมา 6 ปีเข้าไปแล้วและผลงานข่วงหลังไม่เตะตาเลย

ในวิถีของมืออาชีพ เมื่อความต้องการไม่ตรงกันก็แยกทางกัน ยังเป็นเพื่อนเป็นพี่เป็นน้องกันได้ ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน

ลอฟเรนดร็อปลงไปมากจริงๆ เหมือนไม่ใช่คนเดิม ความมั่นใจหดหาย สภาพร่างกายก็โรยรา เราจะได้เห็นเขาถูกจับนั่งเป็นสำรองอยู่บ่อยๆ ปล่อยให้ โจ โกเมซ เซนเตอร์แบ๊กรุ่นหลังยึดตำแหน่งไปครองอย่างถาวร

เราจึงได้เห็นสกู๊ปพิเศษจากที่ต่างๆ พูดถึงอนาคตของลอฟเรนในถิ่นแอนฟิลด์ และอนาคตของแอนฟิลด์หลังวันที่ไม่มีเขาอยู่ในทีม

คนที่จะถูกดึงเช้ามาเป็นตัวแทนของเขาในชุดหงส์แดง โฆเซ่ มาเรีย ฮิมิเนซ ของ แอตเลติโก มาดริด ดาโย่ต์ อูปาเมกาโน่ จากแอร์เบ ไลป์ซิก อเลสซานโดร บาสโตนี่ ของอินเตอร์ มิลาน

นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่ใกล้เหลือเกิน แต่ก็ต้องทำใจยอมรับว่ามันกำลังจะเกิดขึ้นจริง

ลอฟเรนนั้นมีบุคลิกที่โดดเด่น เป็นถึงรองแชมป์โลกับทีมชาติโครเอเชีย เชื่อว่าเดอะค็อปหลายคนน่าจะเสียดายถ้าต้องเสียเขาไปจริงๆ

แต่ก็นั่นล่ะชีวิต ไม่ใช่ทุกอย่างจะเป็นไปตามที่เราคิดเสมอไป และว่ากันด้วยเหตุและผล เดอะค็อปส่วนใหญ่ก็เข้าใจดีถึงอนาคตของลอฟเรนกับหงส์แดง

นั่นคือหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในช่วงปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีก

ทุกอย่างมีอดีตและปัจจุบัน แน่นอนปัจจุบันสำคัญที่สุด ลิเวอร์พูลยังจะต้องเดินหน้าต่อไป เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเองในเกมรับ

ลอฟเรนอาจจะเป็นถึงรองแชมป์โลกทว่าฟอร์มปัจจุบันของเขาไม่ใช่ฟอร์มเมื่อปี 2018 ที่ตะลุยรัสเซียกับทีมตาหมากรุกอีกแล้ว

เดอะค็อปคงโบกมือลาให้กับการอำลาของเขา เป็นการจากกันด้วยดี

ลอฟเรนเองก็คงจะเก็บความช่วงเวลา 6 ปีในถิ่นแอนฟิลด์ไว้ในความทรงจำ เขาจะกลับไปเยือนที่นั่นเมื่อไหร่ก็ได้ รับประกันว่าจะได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีเสมอ

ลิเวอร์พูลเองก็มองหาฟันเฟืองใหม่ๆ พัฒนาตัวเองไม่มีหยุด ไม่นิ่งอยู่กับที่ให้ทีมอื่นขยับเข้าใกล้หรือแซงหน้า

การเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องเกิดขึ้น มันคือเรื่องธรรมดา อ่านข่าวแล้วอาจจะใจหายบ้างแต่สุดท้ายแล้วทุกคนย่อมรู้ว่ามันคือเรื่องธรรมดา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อยที่การเปลี่ยนแปลงยืนยันให้เราเข้าใจถึงคำว่าอดีตและปัจจุบัน อาจจะล่วงไปถึงอนาคต

ก็ว่ากันไปตามข่าวที่ออกมา ช่วงนี้เราคงไม่อินกับข่าวย้ายทีมอะไรเท่าไหร่นักหรอกด้วยสถานการณ์โลกไม่ได้เอื้อให้แฟนบอลคนไหนรู้สึกอย่างนั้น

ยังไม่รวมถึงข่าวหลายข่าวจำเป็นต้องใช้การฟังหู ไว้หู รับทราบเอาพอเพลินๆ

กับข่าว เดยัน ลอฟเรน ที่กำลังจะกลายเป็นอดีต และตัวเลือก 2-3 คนที่อาจจะเข้าไปเป็นตัวแทนของเขา ยังไม่มีการยืนยันชัดเจน มันอาจเป็นแค่การจับแพะชนแกะอีกครั้งก็ได้

ประตูชัยเหนือ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในยูโรปา ลีก 2015/16 ที่แอนฟิลด์ยังคงตราตรึงไม่รู้ลืม

ไม่มีเดอะค็อปคนไหนลืมชื่อ เดยัน ลอฟเรน ได้ลง

ถ้าความเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นจริงๆ พวกเขาก็คงขออวยพรให้ขวัญใจของพวกเขาคนนี้โชคดี

ป้าพล็อต

ติดตามข่าวสารได้ที่ :: ข่าวฟุตบอลต่างประเทศ

บทความก่อนหน้า :: การถกเถียงเป็นเรื่องธรรมดาของเกมลูกหนัง