ข้อเท็จจริงมักเป็นเรื่องที่รับได้ยาก

ข้อเท็จจริงมักเป็นเรื่องที่รับได้ยาก

ข้อเท็จจริงมักเป็นเรื่องที่รับได้ยาก

การเขียนตำหนิหรือวิจารณ์ใครก็ตามเป็นเรื่องง่ายๆ มาก แต่ถ้าดูข้อเท็จจริงบางทีอาจไม่ถูกใจ แต่มันถูกต้อง แล้วเราจะด่าเขาได้อย่างไร

 

นอกจากผมทำงานด้านสื่อ พากย์ฟุตบอลกีฬาหลากหลายให้กับทรู วิชั่นส์ ซึ่งหนีไม่พ้นโดนวิจารณ์ ตำหนิ ด่าพ่อล่อแม่ เป็นแบบนี้มา 30 ปีที่ทำงาน ซี่งคนเหล่านั้นชอบอ้างเสมอว่า รู้มากกว่าผม หรือผมไม่ได้เรื่องอะไรประมาณ หนทางตอบโต้ของผมคือ ผมไม่ตอบโต้ แถมมองเรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องสนุกด้วยซ้ำไป

 

ลิเวอร์พูลคงไม่ตอบโต้เสียงวิจารณ์กับการตัดสินใจ พักงานพนักงานบางส่วน เข้าร่วมโครงการช่วยเหลือของรัฐบาลอังกฤษ

 

เสียงด่ารุนแรงขึ้น เมื่อแมนฯ ซิตี้ ประกาศว่า พวกเขาจะไม่ทำแบบนั้นกับพนักงาน  254 คนจาก 463 คน ตามรายละเอียดปีงบประมาณ 2018-19 โดยให้เหตุผลว่า พวกเขาจะหยุดโครงการพัฒนา ซิตี้ ฟุตบอล กรุ้ป CFG จากเงิน 389 ล้านปอนด์ ที่ขายหุ้นCFG  10 % ให้ซิลเวอร์ เลค เมื่อพฤศจิกายน 2019 ธุรกรรมครั้งนั้นถูกมองว่าไม่โปร่งใส เป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนโดยยูฟ่า ซึ่งนำมาสู่การลงโทษแบนแมนฯ ซิตี้ จาก UCL

 

ทุกอย่างโปร่งใสหรือไม่ เราไม่รู้หรอก แต่ตอนนี้ ซิตี้บอกจะเอาเงินนั้นมาทำความดี กลายเป็นหักล้างความผิดทุกอย่างได้ เช่นเดียวกับสือในแมนเชสเตอร์ที่บอกว่า แมนฯ ยูฯ จะไม่พักงาน เลิกจ่ายเงินเดือน สตาฟในช่วงนี้เช่นกัน ก่อนหน้านี้แฟนแมนฯ ยูฯ ก็ด่าเจ้าของสโมสรตัวเองว่า ขูดเลือดขูดเนื้อ โน่นนี่นั่น ในฉับพลัน พวกเขากลายเป็นพระเอกขึ้นมาทันที

 

กลับมาที่เรื่องใกล้ตัว เหมือนทีผมอ้างถึงตัวเองในช่วงแรก นอกจากงานสื่อ ผมดำเนินธุรกิจส่วนตัว เป็นบริษัทที่ทำทุกอย่าง ตั้งแต่นานออร์แกไนซ์ โปรดักชั่นรายการ โฆษณา หรือประชาสัมพันธ์ ขนาดเล็กๆ ปี 2563 ไม่ต้องมีวิกฤติโคโรน่าไวรัสระบาดหรอก ผมบอกทุกคนที่เกี่ยวข้องและรู้จักว่า ลำบากแน่ ไอ้ที่ทุกคนพูดกันมาตลอด ปีนี้เผาหลอก ปีหน้าเผาจริง รับรองว่า  2563 จะหนักหนาที่สุด นับจาก กุมภาพันธ์เป็นต้น ไม่มีงานแม้แต่ชิ้นเดียว ไม่มีเงินเข้าบริษัทสักบาท และไม่รู้จะเป็นแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน

 

ถ้าผมปลดพนักงาน รวบทุกอย่างมาทำเอง ผมอยู่ได้สบายๆ มีงานอะไรมาก็ทำเอง หรือจ้างฟรีแลนซ์ ถามว่าผมจะโดนด่าไหม แน่นอน คนอื่นรู้ย่อมด่า หาว่าผมเห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ ไม่ยอมเสีย  มุมของเจ้าของธุรกิจแบบผมคือ กัดฟันลุยให้ถึงที่สุด จนกว่าจะไม่ไหวนั่นแหละ มองเลยว่า ปีนี้ขาดทุนเท่าไร จากนั้นค่อยว่ากัน คงมีคนด่าอีกเหมือนกัน รู้ว่าเจ๊งแล้วทำไม

 

คำตอบคือ ไม่ว่าทำอะไรก็โดนด่า แต่ที่สำคัญมันเงินผม ผมจะเลือกใช้อย่างไรมันก็เงินผมนะ

 

เหมือนคนวิจารณ์ คนที่กักตุนข้าวของในช่วงนี้ต่างๆ นานา  ผมถามว่า เมื่อถึงวันลำบาก คนที่ด่าผมให้ข้าวผมกินสักจานหรือไม่ เหมือนหน้ากากอนามัยตอนนี้ ช่วงวิกฤติฝุ่น PM 2.5  ผมทยอยซื้อหน้ากาก N95 จากอีเบย์ บริษัทจีนทั้งนั้น ราคาไม่กี่บาทหรอก ผมซื้อมาเก็บไว้มากมาย แจกพนักงานและคนในครอบครัวบ้าง ถึงเวลาผมมีหน้ากากใช้ ผมผิดอีกหรือเปล่าที่ทำแบบนี้

แต่นั่นแหละ ผมไม่แคร์หรอกใครจะว่าอย่างไร

นักฟุตบอลอาชีพ เป็นอาชีพเดียวที่ร่ำรวยหรือไม่ ใครที่ติดตามข้อเขียนผมต่อเนื่อง คงจำได้ เคยเขียนถึงเรื่องการงาน นักฟุตบอลไม่ใช่อาชีพที่รวยที่สุด มีนักกีฬามากมายอย่างพวกอเมริกันเกมส์ทั้งหลาย กอล์ฟ เทนนิส คริกเก็ต รายได้มหาศาล ถามว่า ทำไมต้องเจาะจงกดดันนักฟุตบอลอาชีพให้ลดค่าเหนื่อยตัวเอง เพื่อช่วยคนอื่น ถ้าเขาไม่ยอมลดแม้แต่เพนนีเดียว อย่าว่าแต่ 30 % เลย พวกเขาผิดหรือไม่

 

อย่าลืมว่า กว่าจะมาถึงวันนี้ พวกเขาก็ลำบากไม่น้อย นักฟุตบอลหลายคนก็สมัครใจช่วยเหลือสังคม ตามแต่พวกเขาจะศรัทธา ช่วยมากช่วยน้อย ถามว่า ผิดอีกไหมล่ะ ไม่ช่วยผิดไหม า

 

เจ้าของทีมฟุตบอลแต่ละคน ตั้งแต่พรีเมี่ยร์ ลีก ยัน ลีก วัน จนหรือเปล่า เศรษฐจีทั้งนั้น ไมค์ แอชลี่ย์ โจ หลุยส์ เจ้าของสเปอร์สตัวจริง ร่ำรวยประมาณ 4.3 พันล้านปอนด์เอง แจกโบนัสแดเนี่ยล เลวี่ 3 ล้านปอนด์ FSG จอห์น เฮนรี่และทอม เวอร์เนอร์ กับสโมสรที่มีมูลค่าพันบ้านปอนด์ มักซิม เดอมิน เจ้าของบอร์นมัธ ร่ำรวยจากน้ำมันดิบ เช่นเดียวกับโรมัน อบราโมวิช เจ้าของทีมคนไหนจนบ้าง แต่เขามีแนวคิดในการดำเนินธุรกิจของเขา ซึ่งใครจะด่าก็ด่าไป สุดท้ายเงินเขา ความร่ำรวยของเขาอยู่ดี

 

แฟนบอลไม่น้อยรู้สึกผิดหวัง เมื่อ FSG ดำเนินนโยบายพึ่งเงินภาษีรัฐบาลอังกฤษ คำถามคือ ลิเวอร์พูลเสียภาษีให้อังกฤษหรือไม่ โดยหลักการ เมื่อรัฐบาลกำหนดโครงการนี้มาแล้ว ไม่ห้ามสโมสรฟุตบอลเข้าร่วม แถมพวกเขายังขยายขอบเขตช่วยเหลือให้กว้างขึ้น นั่นคือหน้าที่ของรัฐบาล ดูแลทุกข์ของประชาชน

แฟนบอลหรือคนทั่วไปต้องไม่ลืมว่า สโมสรฟุตบอล ไม่ใช่หน่วยงานการกุศล แต่คือธุรกิจ ฟุตบอลอาชีพมาไกลจากไอ้คนไม่กี่คน ที่รักในฟุตบอล คุยกันในผับ จิบเบียร์ไป แล้วนึกสนุกจัดตั้งทีมฟุตบอล พอมีคนดูคนสนใจ เก็บเงินค่าเข้าชม โน่นนี่นั่นเรื่อยมา จนถึงวันที่ฟุตบอลคือธุรกิจมหาศาล ซึ่งเราสังเกตกันอยู่แล้ว ถ้ามันเลยเถิดไปจากนี้ สักวันหนึ่งฟุตบอล หรือทีมที่เรารักจะล้มได้

 

วันนี้มาถึงแล้ว ฟุตบอลไม่มีอะไรเลย นอกจากสนามว่างเปล่า สิ่งปลูกสร้าง แม้แต่ร้านขายของที่ระลึกก็เปิดไม่ได้ อย่างลิเวอร์พูล รายได้ถ้ามีฟุตบอลเตะ 250,000 ปอนด์ บวกค่าจ้างพนักงาน 310 ล้านปอนด์ ไม่นับค่าลิขสิทธิ์ถ้าต้องคืนกรณีฟุตบอลเตะไม่ได้  จ่ายอย่างเดียวนี่เจ๊งไหมครับ ถึงเวลาเจ๊ง ไอ้พวกที่ปากยื่นปากยาววิจารณ์เนี่ยะ ช่วยอะไรได้ไหม

ไม่ช่วยไม่ว่า ด่าซ้ำมากกว่า

ผมถึงว่า ต้องมองกว้างๆ มันอาจไม่สง่างาม ไหนบอก You’ll never walk alone ไง  บางคนบอกว่า ปีเตอร์ มัวร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริการ ฝ่ายธุรกิจการค้าบอกว่า “อะไรก็ตามที่เราทำ เราคิดย้อนไปว่า หากเป็นบิลล์ แชงค์ลี่ย์ จะทำหรือไม่” บางคนบอกว่า แชงค์ลี่ย์คงไม่ทำแบบนี้ เหมือนแฟนบอลกลุ่ม สปิริต ออฟ แชงค์ลี่ย์ เขียนจดหมายเปิดผนึกถามเหตุผลกับสโมสร ถึงการ Furlough พนักงาน แล้วใช้ภาษีของประเทศ คือคุณสอบถามได้ แต่คุณรับได้หรือไม่ เมื่อเขาให้เหตุผลมา ซึ่งเหตุผลนั่นรู้กันดีอยู่แล้ว ถ้าไม่รู้ก็ย้อนกลับไปอ่านกันใหม่

 

ผมล่ะเบื่อไอ้พวกที่บอกว่า เปลืองภาษี ถ้าไม่ใช่แล้วเอาไปทำอย่างอื่น คือ ภาษีมันเก็บมาเพื่อทำประโยชน์ต่อประชาชน ยามปกติ จะต้องเบียดบังภาษีเพื่อการนี้หรือไม่

เกิดลิเวอร์พูลทำใจใหญ่ แบบแมนฯ ซิตี้-แมนฯ ยูฯ แล้วพังครืนลงมาล่ะ มันจะเสียหายต่อเมืองลิเวอร์พูลมากกว่าการปลดคนสัก 300 คน ชั่วคราวหรือเปล่า จะด่าจะว่าอะไร ขอให้นึกย้อน ถึงวันที่ ทอม ฮิคส์และจอร์ช จิลเล็ตต์ยังอยู่ วันไหนก็ได้ที่เรารู้สึกลำบาก อึดอัด ตอนนั้น มีใครช่วยลิเวอร์พูลไหม ธนาคารทำหน้าที่เดียวคือ ยึด แยกทุกอย่างขาย ทำให้ล้มละลายไป

แต่ถ้ารู้สึกอับอายเหลือเกินที่สโมสรต้องปลดคนด้วยเหตุผลด้านธุรกิจ รับไม่ได้ก็เลิกเชียร์ อะไรก็ได้เอาที่สบายใจ

ปล  ไม่รู้ว่า ลิเวอร์พูลปลดพนักงาน กับ ไมค์ วอล์คเกอร์ แหกกฎการกักตัว ใครแย่กว่า

 

กิตติกร อุดมผล

Facebook fanpage: Captain No.12

 

ติดตามข่าวสารได้ที่ :: ข่าวฟุตบอลต่างประเทศ

บทความก่อนหน้า :: จาก Walk United สู่ โมฆะ ยูไนเต็ด