#สำคัญกว่าสถิติ

#สำคัญกว่าสถิติ

#สำคัญกว่าสถิติ

ลิเวอร์พูลสูญเสียโอกาสในการทำลายสถิติต่างๆ ไปเรื่อยๆ

มันแน่นอนอยู่แล้ว มีการสร้างสถิติก็ย่อมมีการหยุดสถิติ ไม่มีสถิติใดยืนยงตลอดกาล

ในช่วงที่หงส์แดงเหินฟ้าลงสนามชนะเป็นว่าเล่นจนใครๆ พากันยกแชมป์ให้ตั้งแต่การแข่งขันผ่านไปเพียงครึ่งทาง มีการพูดกันถึงสถิติต่างๆ ที่พวกเขามีโอกาสทำลาย

แต้มมากที่สุด ชนะมากที่สุด ทิ้งห่างมากที่สุด เกมเหย้่าดีที่สุด เกมเยือนดีที่สุด ชนะต่อเนื่องนานที่สุด ไม่แพ้ใครติดต่อกันนานที่สุด ฯลฯ

ทริปเปิ้ลแชมป์ พรีเมียร์ลีก-เอฟเอ คัพ-ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อาจไม่ใช่สถิติใหม่แค่ทาบความยิ่งใหญ่เดิมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ก็นับรวมเข้ามาอยู่ในโครงการกวาดทุกอย่างที่ขวางหน้าในซีซั่น 2019/20 นี้ด้วย

กระนั้นสิ่งที่เราได้รู้ต่อมาก็คือ สถิติต่างๆ ที่เคยอยู่ยงมานั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือเสกขึ้นมาได้ง่ายๆ เช่นกัน

ในวันที่ลิเวอร์พูลเดินหน้าชนะอย่างไม่หยุด เล่นดีก็ชนะ เล่นไม่ดีก็ได้สามแต้ม เรามองสถิติต่างๆ ตรงหน้าเป็นเหมือนของกินเล่น ฟอร์มแบบนี้ ละเอียดอย่างนี้มันจะไปคณามืออะไร ร้อยคะแนน ทิ้งห่าง 19 แต้ม ชนะรวดในบ้าน ไม่แพ้ใคร 49 นัด เล่นไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ทำได้

สถิติที่ทำขึ้นมาอย่างยากลำบากโดยทีมยิ่งใหญ่ที่เป็นเจ้าของสถิติ.. นั่นแหละ บรรยากาศของความชื่นมื่นทำให้เรามองมันเหมือนของกล้วยๆ ซึ่งผิดจากความเป็นจริงไปมาก

เพราะฟุตบอลหนึ่งฤดูกาลเส้นทางยาวนาน มีความพลิกผันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา น่าชื่นชมเจ้าของสถิติทั้งหลายเหล่านั้นมากกว่าว่าพวกเขาทำได้อย่างไร บริหารความพลิกผันเหล่านั้นได้อย่างไร จัดการกับมันอย่างไรถึงได้สร้างสถิติต่างๆ เหล่านี้ขึ้นมาได้

ลิเวอร์พูลฤดูกาลนี้อาจทำลายบางสถิติได้ ทำลายบางสถิติไม่ได้ ยิ่งเป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่าแต่ละยุคสมัยต่างก็มีทีมที่ยิ่งใหญ่ยืนอยู่ ตรงนี้ต้องให้เกียรติกัน ยกย่องกัน

ที่สำคัญมันยังมีเรื่องที่สำคัญกว่าสถิติ

สถิติยิ่งใหญ่น่าภูมิใจทั้งหลายที่ไล่เรียงกันมาให้ดูนั่นแหละ มันไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดเลย เราบางคนอาจเข้าใจผิดไป

ลิเวอร์พูลอยู่ในสถานการณ์ที่ได้เปรียบทีมอื่นๆ พวกเขาได้แชมป์ไปแล้ว เหลือแค่เกมที่ต้องลงสนามให้จบตามโปรแกรม

7 นัด.. พวกเขาได้แชมป์ก่อนจบฤดูกาลปกติ 7 นัด

เรามอง 7 นัดที่ว่านั้นแบบหนึ่ง เก็บ 21 คะแนนรวดคว้าแชมป์ให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก สร้างสถิติที่อาจจะยืนยงไปตลอดกาล

แต่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่ได้มองแบบนั้น เขามอง 7 นัดนี้เป็นโอกาสที่มากกว่าทีมร่วมลีก

เพราะในขณะที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังมีโปรแกรมฟุตบอลถ้วยทั้งเอฟเอ คัพและยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกให้ต้องเต็มที่ เชลซี แมนฯ ยูไนเต็ด เลสเตอร์ ซิตี้ ยังต้องใส่เกินร้อยเพื่อแย่งพื้นที่ท็อปโฟร์ชิงตั๋วแชมเปี้ยนส์ ลีกฤดูกาลหน้า ทีมของเขาสามารถจัดตัว ลองทีม สงวนพลังงานของนักเตะ และวางแผนสำหรับการป้องกันแชมป์ในฤดูกาลถัดไปได้แล้ว

ลิเวอร์พูลสามารถทำอะไรก็ได้ที่จะเป็นประโยชน์ต่อทีมในซีซั่นใหม่ ลองนักเตะเก่า มองหาจุดที่ต้องเสริมนักเตะใหม่ ทดลองแท็คติกหรือได้ใส่ไอเดียที่คิดว่าน่าจะได้ผล ทำได้เลย

ได้ทำ ได้ลอง และได้เห็นผล มันคือ 7 เกมที่ลิเวอร์พูลใช้เตรียมตัวเดินหน้าสู่ฤดูกาล 2020/21 ก่อนใคร

ความสำคัญอยู่ตรงนั้น

ยูไนเต็ดใช้นักเตะตัวหลักชุดเดิมต่อเนื่องในลีกมา 4 นัดแล้ว เชลซี กับ เลสเตอร์ ก็แทบจะไม่เปลี่ยนหรือได้ลองใช้นักเตะกับระบบใหม่ๆ ยกเว้นการแก้ปัญหาของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ที่ปรับระบบการเล่นจากแนวรับ 4 คนเป็น 3 เซนเตอร์แบ๊กแต่ก็เป็นการหาวิธีหยุดฟอร์มอันตกต่ำตั้งแต่กลับมาเตะกันใหม่มากกว่า

แต่คล็อปป์ได้ลองใช้ ทาคุมิ มินามิโนะ อเล็กซ์ อ๊อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน นาบี เกอิต้า มากขึ้น ได้เห็นว่าบทบาทไหนเหมาะกับพวกเขาที่สุด ได้ขัดเกลาความพร้อมในการเล่นกับนักเตะตัวหลักของทีมซึ่งที่ผ่านมาแต่ละคนมีเวลาไม่มากเนื่องจากทีมยังต้องการทุกคะแนน และฟอร์มการเล่นกับชุดหลักก็ยังไม่ลงตัว

ได้ลองใช้อ๊อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ในบทบาทกองหน้าตัวบนอีกครั้งเช่นเดียวกับมิดฟิลด์ตัวกลาง มันอาจเป็นจุดที่สะกิดใจคล็อปป์อยู่ว่าอยากเห็นอดีตดาวเตะอาร์เซน่อลขึ้นไปเล่นด้านบนใกล้ประตูมากขึ้น

ได้พักร่างกายนักเตะตัวหลัก แน่นอนการเปลี่ยนตัว 5 คนช่วยได้มากก็ยิ่งเอื้อต่อแผนงานตรงนี้ ตั้งแต่กลับมาฟาดแข้งกันอีกครั้งจึงมีเพียง อลีสซง เบ็คเกอร์ กับ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ 2 คนเท่านั้นที่ลงเล่นเต็ม 90 นาทีทุกเกม

โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ เป็นตัวสำรองถูกส่งลงสนาม 1 เกม นอกนั้นเล่นตัวจริงถูกเปลี่ยนตัวออกทุกนัดยกเว้นนัดล่าสุดกับเบิร์นลี่ย์ที่ได้เล่นเต็มเวลา

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ซาดิโอ มาเน่ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม ฟาบินโญ่ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน ได้พักถ้วนหน้า มากบ้าง น้อยบ้าง แต่ก็ได้พัก

ถนอมร่างกายเอาไว้สำหรับฤดูกาลใหม่ พร้อมๆ ไปกับทดลองใช้นักเตะและรูปแบบการเล่นที่อยากเห็น ได้พิจารณาเต็มเม็ดเต็มหน่วยว่ายังมีจุดไหนก็ต้องแก้ไขปรับปรุังหรือเสริมความแข็งแกร่งด้วยนักเตะใหม่อีก

เพราะทั้งหมดเกิดขึ้นบนพื้นฐานของการได้ทดลองในการแข่งขันจริง มีคะแนนให้เก็บจริงๆ เจอร์เก้น คล็อปป์ และทีมงานจึงได้เห็นภาพที่มันจริงที่สุดเท่าที่จะจริงได้ ไม่ต้องประเมินเอาจากการซ้อมหรือโอกาสลงสนามอันมีจำกัด 10 นาที 15 นาทีของนักเตะชุดสองหลายคนในเกมที่ยังต้องเน้น ปล่อยให้หลุดมือไม่ได้

แล้วคล็อปป์ยังใช้ 7 เกมที่เหลือนี้ให้เป็นประสบการณ์จริงที่มีประโยชน์มหาศาลกับเด็กดาวรุ่งที่อยู่ในแผนงาน

เคอร์ติส โจนส์ ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ เนโก้ วิลเลียมส์

ถ้าสถานการณ์ในลีกยังฟาดฟันกันเข้มข้นลิเวอร์พูลมีคะแนนเหนือซิตี้แค่ 3-4 คะแนน โอกาสที่เด็กๆ กลุ่มนี้จะได้สัมผัสเกมในลีกสูงสุดเพื่อเพิ่มกระดูกก็ยิ่งมีน้อยหรืออาจไม่มีเลย

มันคือประสบการณ์ล้ำค่าที่ โจนส์ เอลเลียตต์ และ วิลเลียมส์ จะได้เก็บเกี่ยวเข้าตัว ได้เล่นในพรีเมียร์ลีกของจริง เจอเกมแบบผู้ใหญ่จริงๆ 7 เกมนี้จะทำให้พวกเขาเติบโตขึ้นอีกมากและเป็นพื้นฐานที่แน่นหนาสู่ฤดูกาลใหม่

เพราะไม่ใช่แค่ลองหรือค่อยๆ ถูกปล่อยลงน้ำ แต่นี่คือการได้รับโอกาสจริงๆ เลย

หลังจากเล่นสำรองมา 2 เกม วิลเลียมส์ก็เป็นตัวจริง 2 เกมต่อเนื่อง เป็นแบ๊กซ้ายในเกมกับไบรท์ตันแล้วกลับมายืนแบ๊กขวาตำแหน่งถนัดในเกมล่าสุดกับเบิร์นลี่ย์

คงไม่ใช่การจัดตัวมั่วซั่วของคล็อปป์แน่ เขาย่อมมีเป้าหมายในใจ เป็นการทดลองอะไรบางอย่าง ได้ผลไม่ได้ผลหรือมองเห็นความชัดเจนอย่างไรบ้างไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ มันเป็นประโยชน์

เป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวนักเตะ เป็นประโยชน์ต่อการทำงานของคล็อปป์ เป็นประโยชน์ต่อทีมในการเตรียมตัวรับมือฤดูกาลป้องกันแชมป์

ในขณะที่แฟนบอลบ่นอุบถึงผลการแข่งขันหลังกลับมาเตะใหม่ เสมอเอฟเวอร์ตัน แพ้ซิตี้ย่อยยับ เจ๊าเบิร์นลี่ย์ในบ้าน บางคนเลยเถิดย้อนกลับไปถึงเกมแพ้วัตฟอร์ด ตกรอบเอฟเอ คัพ ตกรอบแชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยความเสียดายสถิติ

เจอร์เก้น คล็อปป์ พาทีมเดินหน้าสู่ฤดูกาลใหม่แล้ว ลิเวอร์พูลใช้ 7 เกมที่ลงเล่นในฐานะแชมป์ด้วยการให้เกียรติกับตำแหน่งแชมป์ที่พวกเขาถืออยู่ที่สุด คือลิเวอร์พูลจะเป็นแชมป์ที่พร้อมที่สุดเมื่อฤดูกาลใหม่มาถึง ใครจะมาชิงบัลลังก์ก็เหนื่อยหน่อย

นี่แหละความหมายของคำพูดที่ว่า เราไม่ได้ป้องกันแชมป์ แต่เราจะจู่โจมมันเองเลย ที่คล็อปป์บอก มันเป็นอย่างนี้เลย

.

.

บทความโดย :: ป้าพล็อต

ติดตามข่าวสารได้ที่ :: ข่าวฟุตบอลต่างประเทศ

บทความก่อนหน้า :: #แชมป์ดอกจัน