ปัญหากับ VAR

ปัญหากับ VAR

น่าเห็นใจแฟนบอลลิเวอร์พูลที่ต้องเจอกับเรื่องหงุดหงิดในการตัดสิน VAR อีกครั้ง

ลูกจุดโทษในช่วงทดเวลาที่เอเม็กซ์ สเตเดี้ยม นั้นเดอะค็อปหลายคนยอมรับว่าทำใจลำบากจริงๆ

น่าเห็นใจแฟนบอลลิเวอร์พูลที่ต้องเจอกับเรื่องหงุดหงิดในการตัดสิน VAR อีกครั้ง

 

เพราะไม่เพียงทีมมาเสียจุดโทษจากเทคโนโลยีที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยเป็นใจให้พวกเขาอีกครั้งแล้ว หงส์แดงยังเสียหายถึงขนาดแต้มกระเด็นหลุดมือไป 2 คะแนนอีกต่างหาก

เมื่อพ่วงกับปัญหาบาดเจ็บที่เพิ่มขึ้นมาอีกจาก เจมส์ มิลเนอร์ และอาการหงุดหงิดที่เห็นได้ชัดเจนของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ทั้งในระหว่างเกมและการให้สัมภาษณ์หลังจบเกมก็ยิ่งน่าเห็นใจเป็นทวีคูณ

ลิเวอร์พูลน่าจะเป็นทีมที่อ่วมอรทัยที่สุดในช่วงนี้ ทั้งเรื่องนักเตะเจ็บ นักเตะติดเชื้อโควิด-19 สถานการณ์ในเกมลีก สถานการณ์ในเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก บรรยากาศอึมครึมที่เกิดขึ้น ความไม่แน่ใจที่เริ่มกลับมาอีกครั้ง

กระนั้นบางทีเราอาจต้องท่องคำว่าอดทนเข้าไว้ เว้นแต่ใครจะเชื่อในทฤษฎีที่ว่าทีมถูกกลั่นแกล้งจากสมาคมฟุตบอลอังกฤษและพรีเมียร์ลีกจากกรณีที่เป็นตัวตั้งตัวตีเรื่องที่จะให้สโมสรบริหารจัดการค่าลิขสิทธิ์กันเองหรือแยกลีกออกไปเตะกันเอง

แน่นอนความคิดใครความคิดมันห้ามกันไม่ได้ แต่ถ้าจะปักใจเชื่ออย่างนั้นก็ต้องมองไปที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงร่วมกันในโครงการดังกล่าวด้วย

บางทีความรู้สึกเราเหมือนถูกแกล้ง แต่ความเป็นจริงนั้นไม่เกี่ยวกับความรู้สึก โอเคลิเวอร์พูลเป็นทีมที่เสียประโยชน์จาก VAR มากกว่าใครคือคะแนนหายไป 7 แต้ม (-7) เมื่อเทียบกับตารางแบบไม่มี VAR แต่การที่ยูไนเต็ดมีแต้ม +1 ในตาราง VAR ก็น่าจะพอยืนยันได้ว่าทฤษฎีถูกสั่งสอนเพราะซ่าเกินหน้าเกินตานั้นไม่น่าจะเป็นความจริง

สิ่งที่เราควรจะดูกันต่อไปก็คือฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งสมาคมฟุตบอลอังกฤษ พรีเมียร์ลีก และสมาคมผู้ตัดสินจะปรับปรุงวิธีการใช้งาน VAR อย่างไรมากกว่าเพราะเชื่อว่าพวกเขาเองก็คงไม่พอใจกับมาตรฐานที่เป็นอยู่เหมือนกัน

อย่าลืมว่า VAR เพิ่งถูกนำมาใช้ในพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้วนี้เอง มันยังต้องมีการปรับปรุงอะไรอีกมาก มาตรการต่างๆ ที่กำหนดไว้จากบทสรุปที่คิดว่าเหมาะสมเมื่อมาสู่การใช้งานจริงอาจไม่เหมาะสมอย่างที่คิด ก็ต้องปรับต้องเปลี่ยนกันไป อย่างการให้ผู้ตัดสินในสนามออกมาดูเหตุการณ์ปัญหาที่จอมอนิเตอร์ข้างสนามก็นำมาใช้ในฤดูกาลนี้หลังจากที่ฤดูกาลที่แล้วทีม VAR จะเป็นผู้ฟันธงให้

ทุกอย่างย่อมมีพัฒนาการของมัน การใช้ VAR ก็เช่นเดียวกัน ถ้าเรามองมันอย่างไร้อคติก็จะเห็นประโยชน์ของมันมากมาย

นับเฉพาะการใช้ VAR ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2020/21 นี้ ผ่านไป 10 สัปดาห์มันไม่ได้ถูกนำมาใช้กับลิเวอร์พูลแค่ทีมเดียวเสียหน่อย

มีการใช้ VAR กลับคำตัดสินเดิม 45 ครั้ง และยืนยันคำตัดสินเดิม 1 ครั้ง

แยกย่อยลงไปอีก VAR มีส่วนกับผลต่างๆ ตามนี้

-เป็นประตู 14 ครั้ง

-ริบประตู 16 ครั้ง

-ได้จุดโทษ 14 ครั้ง

-แฮนด์บอลเป็นจุดโทษ 7 ครั้ง

-ริบจุดโทษคืน 4 ครั้ง

-ให้ยิงจุดโทษใหม่เพราะผู้รักษารประตูขยับเท้าออกจากเส้น 2 ครั้ง

-ริบประตูเพราะล้ำหน้า 13 ครั้ง

-ให้ประตูจากการตัดสินล้ำหน้าผิดพลาด 2 ครั้ง

-ริบประตูจากแฮนด์บอล 1 ครั้ง

-ให้ประตูจากการตัดสินแฮนด์บอลที่ผิดพลาด 0 ครั้ง

-ริบประตูจากการทำฟาวล์ก่อนหน้า 2 ครั้ง

-ใบแดง 5 ครั้ง

-ยกเลิกใบแดง 1 ครั้ง

-ไล่นักเตะผิดคน 1 ครั้ง

ถ้าจะดูผลลัพธ์ของมันจริงๆ ส่วนใหญ่แล้ว VAR ช่วยแก้ผิดให้เป็นถูกได้อย่างโปร่งใส ทุกคนยอมรับ แต่การเพ่งเล็งของแฟนบอลและสื่อมวลชนจะมองไปที่ปัญหามากกว่าทั้งๆ ที่ส่วนใหญ่แล้วการตัดสิน VAR ชัดเจนและช่วยแก้ผิดให้เป็นถูกได้จริงๆ

ปัญหาของการใช้ VAR ที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงลิเวอร์พูลฝ่ายเดียวที่ได้รับผลกระทบ ทีมอื่นก็เช่นกัน และที่เจอผลกระทบมากที่สุดย่อมเป็นฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับมันโดยตรงอย่างสมาคมผู้ตัดสินและพรีเมียร์ลีก

ถ้าจะมองอย่างให้ความเป็นธรรมคนทำงานสักหน่อยก็คือทุกอย่างยังอยู่ในกระบวนการเรียนรู้ นำปัญหาที่เกิดขึ้นมาวิเคราะห์และหาทางแก้ รวมถึงการพัฒนาวิธีการใช้งานให้ลงตัวที่สุด เพื่อให้เกิดความขัดแย้งน้อยที่สุด

เพียงแต่การตัดสินในเกมฟุตบอลส่วนที่ต้องใช้ดุลพินิจเช่น ฟาวล์หรือไม่ฟาวล์ แฮนด์บอลหรือไม่แฮนด์บอล จุดโทษหรือไม่จุดโทษ นั้นมันก็มีความซับซ้อนในตัวเองอยู่เหมือนกันเพราะไม่ใช่ทุกครั้งที่การตัดสินจะออกมาเหมือนกันหมด

การฟาวล์ที่ก้ำกึ่งมากๆ จนผู้ตัดสิน 10 คนยังมองไม่เหมือนกันมีเยอะ การแฮนด์บอลที่มองยากจริงๆ ว่าเป็นแฮนด์บอลหรือไม่แฮนด์บอลในระดับที่ยอดผู้จัดการทีม 10 คนก็ยังมองแตกต่างกันก็มีเพียบ

ตรงนี้ที่น่าจะเป็นรูโหว่ช่องใหญ่ของการใช้ VAR แต่ก็นั่นล่ะ มันคือหน้าที่ของผู้ดูแล VAR เองที่ต้องหาทางออกที่ดีที่สุดให้ได้ อย่างน้อยๆ ก็ต้องให้มีบรรทัดฐานเดียวกันรองรับ

ประเด็นสำคัญที่สุดในตอนนี้ที่ดูเหมือนทีม VAR จะทำเกินหน้าที่ไปสักหน่อยคือคีย์เวิร์ดของการใช้ VAR นั่นคือการตัดสินที่ผิดพลาดอย่างชัดแจ้งหรือ Clear and obvious error decision

การตัดสินผิดพลาดอย่างชัดแจ้งในที่นี้ก็คือการตัดสินพลาดในเหตุการณ์สำคัญ 4 เหตุการณ์ที่ VAR กำหนดไว้ว่าต้องเข้ามาช่วยตัดสินเนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่มีผลกับเกมอย่างรุนแรงนั่นคือ 1. เป็นหรือไม่เป็นประตู 2. เป็นหรือไม่เป็นจุดโทษ 3. โดนหรือไม่โดนใบแดง และ 4. การไล่ออกผิดคน

ความยุ่งยากอยู่ตรงที่การพิจารณาว่าการตัดสินใจเข้าข่าย Clear and obvious error นั่นแหละ เพราะในระยะหลังดูเหมือน VAR จะเข้ามายุ่มย่ามในเหตุการณ์ปะทะหรือกระทบกระทั่งกันปกติซึ่งอยู่ในดุลพินิจของผู้ตัดสินในสนามที่อาศัยองค์ประกอบรวมของเหตุการณ์นั้นๆ ในการตัดสินใจ

มันกลายเป็นว่ามีการสะกิดกันเล็กน้อยก็เรียกให้ผู้ตัดสินมาดูจอมอนิเตอร์ข้างสนามเสียแล้ว จริงๆ แล้วฟาวล์ก็คือฟาวล์นั้นก็ใช่ แต่ลักษณะไหนต่างหากที่ถือว่าเป็น Clear and obvious error

ถ้ามันไม่ใช่ระดับที่ Clear and obvious error decision ก็ต้องยกประโยชน์ให้การตัดสินแรกของผู้ตัดสินในสนาม ทีม VAR กลับคำตัดสินไม่ได้

เชื่อว่าประเด็นนี้จะถูกหยิบไปพิจารณาเป็นการต่อยอดหาวิธีการทำงานที่ราบรื่นที่สุด ซึ่งสำหรับเราแฟนบอลคงต้องอดทนและเอาใจช่วยคนทำงานมากกว่ามัวตั้งคำถามถึงความโปร่งใสหรือมุ่งแต่จะหาทฤษฎีสมคบคิดว่าทีมถูกกลั่นแกล้งอยู่ร่ำไป เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรเลย ตรงกันข้ามกลับจะทำให้ใจเราร้อนรุ่มเองเปล่าๆ

 

 

บทความโดย  :: ป้าพล็อต

อ่านข่าวฟุตบอลต่างประเทศ :: ข่าวฟุตบอลวันนี้

บทความฟุตบอล :: บทความฟุตบอลก่อนหน้านี้

เว็บดูบอลออนไลน์ :: ดูบอลออนไลน์ฟรี